บก. หมี

Mulan (2020)

หลังจากที่ “มู่หลาน” ฉบับ หลิว อี้เฟย์ ของดิสนีย์ถูกเลื่อนฉายมาถึง 3 ครั้งเพราะ Covid-19 ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังเรื่องนี้กันในโรงภาพยนตร์เสียที ส่วนทางอเมริกาที่สถานการณ์โควิดยังรุนแรงทางดิสนีย์ได้ตัดสินใจส่งเรื่องนี้ลงให้ชมทาง Disney+ กันเลยทีเดียว (แต่ไม่ฟรีนะ)

เรื่องราวของ มู่หลาน ก็เหมือนๆ กับที่เรารู้กัน มีศัตรูจากทางเหนือมารุกราน จักรพรรดิถังไท่จง (แต่ในหนังไม่ได้ระบุ) จึงรับสั่งให้เกณฑ์บุรุษครอบครัวละหนึ่งคนไปเข้าทัพหลวงมาเป็นทหาร ฮัว มู่หลาน จึงเข้าเป็นทหารแทนบิดาที่ป่วย (เหมือนจะขาไม่ดีจากสงครามครั้งก่อน) และไม่มีลูกชาย มีแต่ลูกสาวสองคน มู่หลานไม่อยากให้พ่อตกระกำลำบากอีก ก็เลยขโมยชุดเกราะกับดาบของพ่อออกไปรบแทน

แม้ตัวหนังจะดัดแปลงจากต้นฉบับการ์ตูนดิสนีย์ (ไม่ได้ดัดแปลงจากมู่หลานต้นฉบับ) แต่ก็มีจุดแตกต่างจากของเดิมเยอะนะครับ อย่างแรกคือมู่หลานในเวอร์ชั่นนี้ มีลมปราณ ซึ่งในเนื้อเรื่องการที่ผู้หญิงมีลมปราณ ถือเป็นเรื่องต้องห้าม จะถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด (เอ่อ..โจนออฟอาร์คเรอะ) โดยนอกจากมู่หลานแล้ว ในเรื่องก็จะมีเซียนเหนียง(กงลี่)อีกคนที่เป็นผู้หญิงที่มีพลังปราณระดับแข็งแกร่งมาก ถึงขั้นใช้ปราณแปลงร่างได้ด้วย (เออ ก็แม่มดจริงๆ นั่นแหละ)

นอกจากนี้ ตัวหนังยังพยายามดัดแปลงให้ตลกน้อยลง เพราะเวอร์ชั่นการ์ตูนเดิมนี่คนจีนไม่ชอบครับ เพราะมันดูตลก และล้อเลียนอะไรหลายๆ อย่างที่ขัดกับหลักปรัชญาของจีนมากเกิน ภาคนี้เลยพยายามเอาใจตลาดใหญ่ (จีน) โดยการเน้นย้ำคำสามคำ คือ “ภักดี กล้าหาญ ซื่อสัตย์” ค่อนข้างมาก และถือเป็นแก่นของเรื่องด้วย คือตัวมู่หลานนั้น มีทั้งความภักดีและกล้าหาญ แต่ไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง (หลอกตัวเองและคนอื่นว่าเป็นชาย) ซึ่งประเด็นของเรื่อง จึงไปอยู่ที่ การยอมรับตัวตนของมู่หลานนั่นเองครับ

ในขณะที่ตัวละครที่แฟนๆ การ์ตูนชื่นชอบอย่างมังกรมูซูก็ถูกตัดออก เพราะคนจีนมองว่าการเอามังกรซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาทำตลกแบบเดิมนั้นดูไม่เหมาะ ในฉบับนี้ก็เลยเปลี่ยนเป็นฟีนิกซ์ซึ่งไม่มีบทบาทมากไปกว่าการออกมานำทางมู่หลาน (เอาจริงๆ คือไม่มีก็ได้นะ เหมือนเป็นแค่เข็มทิศ) ส่วนจิ้งหรีดนำโชคคราวนี้กลายเป็นทหารอ้วนเลยครับ และเป็นทหารอ้วนที่โชคดีในการรบเสียด้วย (สมเป็นตัวนำโชค) แต่ที่หลายๆ คนไม่ค่อยชอบก็คือ แม่ทัพชาง พระเอกในเวอร์ชั่นการ์ตูน ถูกตัดออกไป แต่เปลี่ยนเป็นตัวละครสองตัวคือ แม่ทัพถัง (ดอนนี่เยน) ที่เคยรบร่วมกับพ่อมู่หลานมาก่อน และ หงฮุย (อานโย่วซิน) สหายร่วมทัพ ที่เหมือนจะมีบทรักๆ กุ๊กกิ๊กๆ ชวนจิ้นกับมู่หลานอยู่บ้าง แต่จริงๆ ออกมาในเชิงสหายร่วมรบมากกว่า

ตัวหนังยังมีการ reference ถึงเวอร์ชั่นการ์ตูนดั้งเดิมอยู่บ้าง เช่น ฉากดูตัวตอนต้นเรื่อง ซึ่งน่าจะเป็นจุดที่พยายามตลกที่สุดในเรื่องแล้ว (จากนั้นก็ไม่มีบทตลกอีกเลย) และแน่นอนครับ ไม่มีฉากร้องเพลงเหมือนการ์ตูน แต่มีการนำเพลงเดิมมาใช้เป็นสกอร์ประกอบในเรื่อง ซึ่งก็พอทำให้หายคิดถึงเวอร์ชั่นการ์ตูนต้นฉบับอยู่บ้าง แต่เอาจริงๆ ให้คิดซะว่าเป็นหนังคนละเรื่องจะดีกว่า

ส่วนที่ชอบก็คือ งานภาพถือว่าสวยครับ ฉากเฉลยปมของเรื่องนั้นทำออกมาได้ดีเกินคาดมาก (เป็นการตีความที่ผมชอบที่สุดในทุกเวอร์ชั่น) และคาแรกเตอร์ของจักรพรรดิ์ที่ดีกว่าของเก่ามาก (รับบทโดย หลี่เหลียนเจี๋ย ซึ่งแค่เห็นชื่อก็คงพอจะเดาออกว่า ไม่ออกมานั่งเฉยๆ แน่ๆ) แต่ส่วนที่ไม่ชอบก็มีพอสมควร เช่นคาแรกเตอร์อื่นนอกจากนี้ไม่เด่นเลย การพยายามเคารพความเป็นจีนแต่ออกมาเป็นจีนแฟนตาซี (ฝรั่งอาจชอบ แต่สำหรับผม เหมือนดู The Anna and the King ฉบับโจวเหวินฟะ) และฉากต่อสู้ที่ฝรั่งว่าอลังการ แต่คนไทยที่คุ้นชินกับหนังจีนกำลังภายในอาจดูแล้วรู้สึกเฉยๆ แต่โดยภาพรวม ผมว่ามันเป็นหนังโรงที่ดูสนุก และคุ้มค่าตั๋วที่สุดที่มีให้ชมในโรงตอนนี้ครับ