ก็บอกกันตามตรงครับว่า หลังจากที่ดู Mobile Suit Gundam Hathaway Part 2: The Sorcery of Nymph Circe แล้ว ยากมากครับที่จะรีวิวเรื่องนี้โดยไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญในเรื่อง แม้ตอนแรกผมจะรู้ว่าเนื้อหามันน่าจะเดินตามนิยาย ซึ่งหลายๆ คนที่เคยอ่านหรือเคยเล่มเกมมาก่อน ก็พอจะเดาเนื้อหากันได้….แต่มันไม่ใช่อย่างที่คิดนี่สิ

คือตอนเข้าไปดู ยอมรับตามตรงว่าตอนแรกไม่คาดหวังอะไรมาก เพราะคิดว่ามันจะเป็น “บทผ่าน” ที่จะพาผู้ชมไปเจอกับการต่อสู้ครั้งแตกหักที่จะเกิดขึ้นในภาคสาม ทำให้ทีมอนิเมเลือกที่จะ “เก็บ” พะโล้เป็ด เอ้ย เพเนโลเป้ไว้ และสร้างหุ่นใหม่ที่ชื่อ Alyzeus เข้ามามีบทบาทในภาคนี้แทน เพราะพะโล้เป็ดเสียหายหนักจากการต่อสู้ครั้งก่อน โดย Alyzeus นั้นเป็นหุ่นทดสอบที่มีโครงในเป็น Mass Product Nu Gundam ด้วย ซึ่งตอนแรกก็แปลกใจว่า ในตัวอย่างทำมาผิดหรือเปล่า เพราะตัวอย่างเป็น Nu Gundam ปกติ แต่ในอนิเมเป็น Mass Product Nu Gundam ที่คนละสี และจุดแตกต่างกันพอสมควร

และนั่นแหละครับคือเหตุผลที่ทำให้ครึ่งหลังเดือดมาก เพราะอนิเมเลือกที่จะนำเสนอ “บาดแผล” ในใจของฮาซาเวย์ จากภาค CCA โดยเฉพาะเรื่องของเควส สาวน้อยที่ฮาซาเวย์หลงรักที่ยังตามมา “หลอกหลอน” ฮาซาเวย์ถึงภาคนี้ ทำให้ฮาซาเวย์มีปมเกี่ยวกับผู้หญิง พอมีคนรักก็ไม่อาจก้าวข้ามเควสไปได้ จนมาถึงกิกินี่แหละ ที่ทำให้หลายคนคิดว่า ฮาซาเวย์จะลืมเควสได้สักที (ตอนดูครึ่งแรก ผมอยากเปลี่ยนชื่ออนิเมเรื่องนี้เป็น “รักวุ่นวายของนายฮาซาเวย์” ด้วยซ้ำ เพราะแกนเรื่องมันคือเรื่องราวของฮาซาเวย์กับกิกิจริงๆ)

แต่การต่อสู้กับ Alyzeus ในช่วงครึ่งหลัง กลับทำให้แผลในใจของฮาซาเวย์ เปิดขึ้นมาอีก นั่นคือเรื่องของ อามุโร่ เรย์ ใช่ครับ ฮาซาเวย์หลอนเห็นภาพซ้อนของ Mass Product Nu Gundam กลายเป็น Nu Gundam และโศกนาฎกรรมในภาค CCA ที่ทำให้เควสตาย ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้ฮาซาเวย์มีปมในในเรื่องอามุโร่ และไม่คิดว่า สิ่งที่อามุโร่ทำลงไป จะนำพาสันติภาพที่แท้จริงมาได้ ศึกสุดท้ายในภาคนี้ จึงไม่ใช่การต่อสู้กับ Alyzeus แต่เป็นการต่อสู้กันระหว่างอุดมการณ์ที่แตกต่างกันระหว่าง อามุโร่ เรย์ และ ฮาซาเวย์ นั่นเอง

ซึ่งถ้าใครที่ติดตามเรื่องราวของฮาซาเวย์มาตั้งแต่ภาค CCA อาจจะคิดว่าฮาซาเวย์มันเป็นเด็กเกรียน เป็นลูกของวีรบุรุษที่กลายเป็นผู้ก่อการร้าย แต่ในอนิเมภาคนี้เราจะได้เห็นความอ่อนไหวในใจของฮาซาเวย์ ในฐานะผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสงครามในอดีต (PTSD : Post-traumatic Stress Disorder) ที่ไม่ใช่แค่มีผลกระทบกับฮาซาเวย์ แต่ยังส่งผลไปถึงคนใกล้ชิดรอบตัว และยิ่งพอได้เห็นบทบาทของไบร์ทโนอา ที่ปรากฎตัวในภาคนี้ ที่ถูกเรียกไปทำ “ภารกิจสำคัญ” ก่อนจะลาออกไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เราก็จะยิ่งเห็นใจในชะตากรรมของครอบครัวนี้มากขึ้น

ในส่วนฉากต่อสู้ ต้องบอกว่าทำออกมาได้ดีเกินคาด และมีความ Realistic มาก คือหลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่า มันมืด เป็นฉากกลางคืนเสียเยอะ แต่มาฟตี้เป็นผู้ก่อการร้ายครับ การทำสงครามในเวลากลางคืนจึงมีความ Realistic มากกว่า แม้มันจะทำให้เราไม่ได้เห็นความเท่ของหุ่นยนต์แบบชัดๆ เหมือนที่เราคุ้นเคยกันก็ตาม แต่ศึกสุดท้ายในเรื่อง ผมคิดว่าทำออกมาได้ดีมากนะ เป็นการดวลเดือดที่ถ่ายทอดออกมาได้สนุกที่สุดอีกครั้งในโลกของกันดั้ม ที่ผมคิดว่า ดูแล้วหลายๆ คนจะอยากได้ Alyzeus มากขึ้น

และที่ผมคิดว่า ควรต้องบอกย้ำกันอีกรอบก็คือ หลังจากเครดิตขึ้นแล้ว อย่าเพิ่งลุกออกจากโรงนะครับ เรื่องราวในเครดิตมีความสำคัญกับ Climax ในภาค 3 มาก และซีนสุดท้ายของเรื่องนี้ ทำให้ผมรู้ซึ้งถึงวิธี “ขายของ” ของบันไดเลยว่า ทำยังไงถึงจะหาทางขาย HG RX-105 XI GUNDAM ในภาคนี้ได้อีกรอบ….(ซีนสุดท้ายนี่ผมเหวอไปพักนึงเลย…ไปดูเอาเองนะ)
