บก. หมี

30 ปีผู้กล้าวาตารุ อนิเมระดับตำนานของซันไรส์

ในวงการอนิเมญี่ปุ่นนั้นมีอนิเมยอดนิยมอยู่มากมาย แต่มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่นอกจากจะได้รับความนิยมแล้ว ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนของวงการอนิเมญี่ปุ่นด้วย และอนิเมเรื่อง Mashin Hero Wataru ก็เป็นผลงานอนิเมสุดฮิตในปี 1988 ที่นอกจากจะประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อแล้ว ยังกลายเป็นต้นแบบให้กับอนิเมในยุคหลังอีกหลายเรื่อง ซึ่งในปี 2018 นี้ ก็ถือเป็นวาระครบรอบ 30 ปี ของอนิเมเรื่องนี้พอดีด้วย

ก่อนที่เราจะพูดถึงวาตารุ เราคงต้องย้อนไปในยุค 80 กันก่อนครับ ตั้งแต่ที่ซันไรส์สร้างสรรค์ผลงานชุด “โมบิลซุทกันดั้ม” ออกมาในปี 1979 วงการอนิเมหุ่นยนตฺ์ของญี่ปุ่นก็เปลี่ยนจากแนว “มวยปล้ำหุ่นยนต์” ที่จะเน้นการต่อสู้ของหุ่นยนต์กับศัตรูต่างดาวแบบจบในตอน มาเป็นแนว Real Robot ที่สมจริง ซึ่งกระแส Real Robot นี้ ก็เรียกได้ว่าได้รับความนิยมมาตลอดยุค 80 เลยครับ เรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยที่มีการ์ตูนหุ่นยนต์เจ๋งๆ ออกมามากมาย และเนื้อหาก็เริ่มเข้มข้นจริงจังขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง ก็เริ่มมีการฉุกคิดกันว่า กระแสอนิเมในตอนนั้นมันจะจริงจังซีเรียสไปสำหรับเด็กหรือเปล่า การ์ตูนหุ่นยนต์ที่เด็กๆ จะดูได้อย่างสนุกๆ แต่สร้างสรรค์ และแปลกใหม่ จะไม่มีบ้างเลยหรือ เพราะในตอนนั้นกระแสความนิยมของวิดีโอเกมก็เริ่มมีมากขึ้น จากความสำเร็จอย่างถล่มทลายของเครื่องแฟมิคอม(นินเทนโด้) ทำให้เด็กๆ เริ่มหันไปเล่นเกมกันมากขึ้น และดูอนิเมกันน้อยลง

ในตอนนั้นเอง ทางซันไรส์ก็เริ่มรู้สึกเหมือนกันครับว่า การทำอนิเมแนว Real Robot เนื้อหาหนักๆ ติดๆ กันหลายเรื่องแบบนี้ สักวันหนึ่งก็อาจจะถึงทางตันเข้าก็ได้ ก็เลยเริ่มที่จะหาอนิเมแนวทางใหม่ๆ ป้อนสู่ตลาดบ้าง ซึ่งผลงานก่อนหน้านั้นอย่าง Choriki Robo Galatt (1985) ที่เล่นมุกหุ่น SD (ตัวเล็กหัวโต) ที่แปลงร่างเป็นหุ่นแบบ Real Robot ผสมกับเนื้อหาติดตลกก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากแฟนๆ พอสมควร ก็เลยคิดที่จะทำอนิเมที่มีหุ่นดีไซน์แบบ SD ออกมาอีก แต่คราวนี้ไม่ได้เน้นลูกฮาแบบ SD Gundam ที่กำลังโด่งดัง แต่มีเนื้อเรื่องที่เด็กๆ ดูแล้วเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน มีอารมณ์ขัน มีตัวเอกเป็นเด็กประถม(เพื่อจะได้จับกลุ่มผู้ชมเด็กได้ง่ายขึ้น) และมีความแฟนตาซีแบบวิดีโอเกมเข้ามาผสม ด้วยเหตุนี้ทางซันไรส์จึงไปจับมือกับบริษัทพัฒนาและจัดจำหน่ายเกมที่ชื่อ Red Entertainment (ผลงานฮิตๆ ของค่ายนี้ก็เช่นเกมซีรี่ส์ Galaxy Fräulein Yuna และ Tengai Makyō เป็นต้น) เพื่อสร้างสรรค์ผลงานใหม่ร่วมกัน และนั่นก็กลายเป็นจุดกำเนิดของอนิเมซีรี่ส์ชุด Mashin Eiyūden Wataru นั่นเองครับ

Mashin Eiyūden Wataru  เป็นเรื่องราวของ อิคุซาเบะ วาตารุ เด็กนักเรียนชั้น ป.4 (ในภาคแรก) ที่ถูกเทพเจ้ามังกรเลือกให้ไปเป็นผู้กล้ากอบกู้โลกต่างมิติที่ชื่อ “โซไกซัน” ซึ่งเป็นภูเขามหัศจรรย์ลอยฟ้าที่มี 7 ชั้น และมีสายรุ้งพาดผ่าน ทว่าโซไกซันกลับถูกจอมมารชั่วร้ายที่ชื่อโดคุเดอร์ยึดครอง จนเกิดความวุ่นวายไปทั่ว แถมสายรุ้งศักดิ์สิทธิ์ของโซไกซันยังกลายเป็นสีเทาอีก ซึ่งนั่นอาจทำให้ไซโกซันถึงคราวล่มสลายได้ วาตารุจึงต้องร่วมมือกับเพื่อนๆ ต่างโลกคืนความสงบสุขให้กับโซไกซัน โดยมีคู่หูคนสำคัญคือ “ริวจินมารุ” หุ่นยนต์ที่วาตารุปั้นขึ้นมาจากดินเหนียว และได้รับพลังจากเทพมังกรจนกลายเป็นหุ่นยนต์ที่มีชีวิตและมีพลังของเทพเจ้ามังกรอยู่ในตัว

การเดินเรื่องของวาตารุนั้นก็จะมีรูปแบบคล้ายกับเกม RPG คือมีปาร์ตี้ของตัวละครที่หลากหลายและมีความสามารถแตกต่างกัน (มีทั้งนินจา และซามูไรด้วย) มีการทำเควสต์ รับภารกิจ หาไอเทม ไขปริศนาเงื่อนไขต่างๆ  รวมถึงต่อสู้กับบอสใหญ่ประจำด่านเพื่อฝ่าด่านขึ้นเขาไปทีละชั้น และพอผ่านไปได้ 1 ชั้น สีของสายรุ้งก็จะค่อยๆ กลับคืนมาทีละสี ส่วนลูกน้องของจอมมารโดคุเดอร์นั้นส่วนใหญ่แล้วก็ล้วนแต่มีบุคลิกที่ไม่ค่อยเต็มเต็งสักเท่าไหร่ (ส่วนใหญ่ดีไซน์ตัวละครจะล้อเลียนอะไรสักอย่าง เช่นล้อหนัง ล้อดารา) ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะรับมือพลังของริวจินมารุได้เลย แต่พอถึงกลางเรื่องก็จะปรากฎตัวคู่แข่งของวาตารุที่ชื่อโทราโอ ซึ่งมีหุ่นจาโคมารุที่สามารถแปลงร่างเป็นเสือได้กลายเป็นคู่ต่อสู้ตัวฉกาจของวาตารุ แต่พอสุดท้ายแล้วโทราโอก็จะกลายเป็นคู่หูคนสำคัญที่จะร่วมทางผจญภัยไปกับวาตารุเพื่อกอบกู้โซไกซันไปด้วยกัน (กลายเป็นคู่จิ้นวายยอดนิยมในหมู่สาวๆ ไปช่วงหนึ่งเลย)

ในตอนแรกนั้น ผู้ผลิต(ซันไรส์) วางแผนให้วาตารุเป็นอนิเมเพื่อเจาะตลาดเด็กประถม แต่อนิเมเรื่องนี้กลับประสบความสำเร็จอย่างสูงมากๆ ทั้งกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ติดอันดับความนิยมทั้งอนิเม ตัวเอก ไปจนถึงเพลงประกอบ นอกจากอนิเมจะดัง และถูกนำไปออกอากาศในหลายๆ ประเทศ อาทิ ไทย จีน ฮ่องกง ไต้หวันแล้ว ของเล่นชุดหุ่นประกอบพลาสติกจากเรื่องวาตารุยังขายดิบขายดี ถูกนำไปทำเป็นทีวีซีรี่ส์สามภาค OVA อีก 5 ตอน นิยายอีก 5 เล่ม และวิดีโอเกมอีก 5 ภาค ที่น่าตลกถือ มีวิดีโอเกมอยู่ภาคหนึ่งที่ทาง Hudson Soft เป็นผู้ผลิตถูกนำไปจำหน่ายในอเมริกา แต่ที่อเมริกาไม่มีใครรู้จักวาตารุ (สมัยนั้นกระแสอนิเมญี่ปุ่นยังไปไม่ถึงอเมริกา ยกเว้นยำใหญ่มาครอสในชื่อโรโบเทค) เกมซีรี่ส์นี้เลยถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Keith Courage in Alpha Zones พร้อมดีไซน์หน้าตาพระเอกของเราใหม่หมดในแบบอเมริกันที่ไม่เหลือเค้าเดิมเลย แต่ขอโทษครับ..เกมนี้ดันขายได้ แถมดูเหมือนจะขายดีด้วย..ถึงขนาดมีคอมมิคแยกออกมาอีกต่างหาก ไม่น่าเชื่อล่ะสิ

ส่วนในบ้านเรา วาตารุเคยออกอากาศทางช่อง 5 ในรายการที่ชื่อว่า “แจลตูนโชว์” (มีสายการบิน JAL เป็นสปอนเซอร์หลัก) ก่อนที่ภาคหลังๆ จะไปโผล่ทางช่อง 3 และช่อง ITV ตามลำดับ ซึ่งก็ดูหมือนว่าจะประสบความสำเร็จพอสมควรครับ..แต่ไม่มากเท่าที่ญี่ปุ่น เพราะบ้านเรานั้น วาตารุดันฉายหลังจากที่กรานโซทออกอากาศทางช่อง 3 ไปแล้ว ซึ่งที่ญี่ปุ่นนั้น เรื่องกรานโซทถูกสร้างขึ้นมาตามรอยความสำเร็จของวาตารุโดยได้ปรับปรุงในหลายๆ ส่วนเช่น โทนเรื่องให้ดูเข้มข้นขึ้น งานภาพพัฒนาให้สมจริงขึ้น แต่ยังคงคอนเซ็ปต์การเดินเรื่องสไตล์ RPG ตะลุยไปที่ละ Stage เหมือนกัน

ดังนั้น พอกรานโซทมาฉายบ้านเราก่อนวาตารุ คนที่ดูวาตารุทีหลังเลยรู้สึกว่า โทนเรื่องมันดูซ้ำๆ กับกรานโซท แถมดูตลกฝืดกว่า (วาตารุมีมุกภาษา มุกล้อเลียนเยอะมาก ซึ่งผมเพิ่งมาเข้าใจมุกมันตอนดูซ้ำเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้เอง สมัยเด็กๆ ดูไม่เข้าใจหรอก) แถมยังโดนตัดเนื้อหาช่วงท้ายเรื่องเพราะเหตุผลด้านสปอนเซอร์อีก ทำให้กระแสวาตารุในบ้านเราตอนนั้นไม่ดังเท่าไหร่ ในขณะที่กรานโซทดังมากๆ ซึ่งต่างจากที่ญี่ปุ่นที่วาตารุดังกว่า(แต่กรานโซทก็ดังนะ) เพราะอย่างที่บอกไปว่าวาตารุเป็นแรงบันดาลใจให้มีการสร้างกรานโซทตามมา (ซึ่งกรานโซทก็เป็นผลงานของซันไรส์เช่นเดียวกัน และผู้กำกับเรื่องวาตารุยังเข้าไปดูแลการผลิตกรานโซทด้วย) หลังจากนั้นก็มีอนิเมแนวคล้ายๆ กันออกมาเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นผลงานค่ายอื่นอย่างรามุเนส&40 หรือผลงานค่ายเดียวกันอย่างริวไนท์ (คนออกแบบหุ่นคนเดียวกับเรื่องวาตารุ) และยังมีเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องทีเดียว แต่ถ้าจะยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้เป็น “ไอคอน” ในช่วงนั้น ก็ต้องวาตารุนี่แหละครับ

อ้อ ล่าสุดทาง MaxFactory เปิดไลน์ PlaMax ของวาตารุแล้วนะครับ โดยจะเริ่มปล่อยของวางจำหน่ายเดือนหน้า (กันยายน 2018) สามตัวรวดเลย!