บก. หมี

MARVEL โตเอะ และความสัมพันธ์อันยาวนานกับญี่ปุ่น

ข่าวหนึ่งที่ถือได้ว่าฮือฮาพอสมควรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือการที่ Marvel ค่ายการ์ตูนฮีโร่ชื่อดังจากอเมริกา ประกาศจับมือกับ ซึบุราญ่า(ญี่ปุ่น) นำอุลตร้าแมน ฮีโร่อมตะตลอดกาลมาสร้างสรรค์เป็นซีรี่ส์ใหม่ (all-new Ultraman stories) โดยมีกำหนดเปิดตัวในปี 2020 ที่จะถึงนี้

ULTRAMAN X MARVEL

ซึ่งแน่นอนครับว่า การที่ Marvel (คอมมิค) ประกาศสร้างอุลตร้าแมนนั้น ย่อมเรียกความคนใจจากแฟนๆ ได้อย่างมากมาย เพราะเราก็รู้กันดีว่า Marvel ในยุคนี้ จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง แถมยังมียักษ์ใหญ่อย่างดิสนีย์อยู่เบื้องหลัง โอกาสต่อยอดแฟรนไชส์จากคอมมิคไปเป็นหนังหรือสินค้าอื่นๆ ก็เป็นเรื่องไม่ยากเย็นนัก แต่อันที่จริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ ที่ Marvel จับมือกับทางฝั่งญี่ปุ่นร่วมมือกันสร้างผลงานออกมา เพราะก่อนหน้านี้ก็มีอยู่หลายเรื่องทีเดียว

ย้อนไปตั้งแต่ปี 1978 Marvel ได้เคยร่วมมือกับทางโตเอะ สร้างสรรค์ สไปเดอร์แมน ในรูปแบบหนังแปลงร่างญี่ปุ่นออกมาให้แฟนๆ ชาวญี่ปุ่นได้ชมกัน ซึ่งแน่นอนครับว่ามันเป็นสไปเดอร์แมนที่ประหลาดที่สุด เพราะเป็นการการปรับเรื่องราวให้เข้ากับรสนิยมของชาวญี่ปุ่น สไปเดอร์แมนเลยมีร่างมนุษย์คือ ยามาชิโร่ ทาคุยะ ที่ได้รับพลังจากต่างดาว (ดาว Spider) เข้าต่อสู้กับพวกกางเขนเหล็ก แปลงร่างด้วยกำไลข้อมือ และมียานยักษ์มาร์เวลเลอร์ (ซึ่งมาจากคำว่า Marvel) ที่สามารถแปลงร่างเป็นหุ่นยักษ์เลโอพาร์ดอนต่อสู้กับสัตว์ประหลาดยักษ์ได้ด้วย

เตรียมพบเลโอพาร์ดอนใน Spider-Man: Into the Spider-Verse 2 ได้เลย

แม้ว่าเนื้อหาจะแปลกแหวกแนว ชนิดที่แฟนสไปเดอร์แมนฝั่งตะวันตกดูแล้วถึงกับงง แต่ซีรี่ส์นี้ก็ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในซีรี่ส์แนวแปลกที่คนพูดถึงกันมากที่สุดซีรี่ส์หนึ่งในสไปเดอร์เวิร์ส (Earth-51778) ที่ได้ข่าวว่าอาจจะมาปรากฎตัวในภาพยนตร์ชุด Spider-Man: Into the Spider-Verse 2 ด้วย และที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ แนวคิดเรื่องหุ่นยนต์ยักษ์นี้ ได้ถูกนำมาพัฒนาและปรับใช้ในขบวนการ Super Sentai 3 เรื่องที่ทางโตเอะร่วมมือกับทาง Marvel สร้างสรรค์ขึ้นมา ซึ่งเรื่องแรกก็คือ Battle Fever J ซึ่งเดิมทีเกิดจากความพยายามที่จะดัดแปลง กัปตันอเมริกา เป็นซีรี่ส์ญี่ปุ่นแบบสไปเดอร์แมน แต่สุดท้ายกลายเป็นซูเปอร์เซนไตในคอนเซปต์นานาชาติ (และเราก็ได้มิสอเมริกามาแทน) ซึ่งมีดีไซน์ชุดที่แตกต่างกันทั้งห้าคนเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนซีรี่ส์เซ็นไตไหนๆ เลย

ราชินีเฮเดรียน (ห้ามนุษย์ไฟฟ้า) เป็นตัวละครที่โตเอะใช้เฮล่าเป็นต้นแบบในการออกแบบ

เรื่องต่อมาก็คือ Denshi Sentai Denziman หรือขบวนการห้ามนุษย์ไฟฟ้าที่เรารู้จักกันดี ซึ่งตรงนี้ผมขอให้สังเกตที่ตัว ราชินีเฮเดรียน บอสใหญ่ของพวกเวเดอร์ซึ่งอันที่จริงโตเอะเอาดีไซน์มาจาก เฮล่า จากเรื่องธอร์นั่นเองครับ สมัยก่อนผมก็ไม่รู้สึกหรอกเพราะไม่เคยได้ตามดูธอร์แบบจริงจัง แต่พอดูหนังเรื่อง Thor : Ragnarok แล้ว ถึงรู้สึกว่า เฮเดรียน เหมือนกับ เฮล่า มากจริงๆ โดยเฉพาะตรงส่วนหัวนี่แหละ

Battle Fever J เป็นเซ็นไตเรื่องที่ 3 ของโตเอะ แต่เป็นเซ็นไตเรื่องแรกที่โตเอะร่วมสร้างกับทาง Marvel

ส่วนเรื่องสุดท้ายก็คือขบวนการซันวัลคัน เรื่องนี้ไม่เห็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโตเอะและ Marvel แบบชัดเจนมากนัก นอกจากการที่เฮเดรียนข้ามมามีบทเด่นในเรื่องนี้ด้วย แต่ซันวัลคันกลับเป็นผลงานเซ็นไตเรื่องโปรดของ สแตน ลี ที่ทำให้ สแตน ลี พยายามที่จะเอาเรื่องนี้ไปออกอากาศที่อเมริกา (อ้างอิงจากสารคดีชุด The Toys that made Us season 3) แต่ด้วยรสนิยมที่แตกต่างกันระหว่างอเมริกาและญี่ปุ่น ทำให้ทางฝั่งอเมริกาในตอนนั้นเห็นว่าหนังเซ็นไตเนื้อเรื่องมันดูตลก ดูต้นทุนต่ำ และหลายๆ อย่างในเรื่องมันดูไม่เมคเซนส์เอาเสียเลย โปรเจคนี้ก็เลยหยุดพับไปหลายปีจนกระทั่ง Saban Entertainment ทำสำเร็จในปี 1993 ด้วยการเอาจูเรนเจอร์ไปปรับใหม่ใส่ความเป็นอเมริกันมากขึ้น ในผลงานชุด Power Rangers นั่นเองครับ

Marvel Mangaverse

หลังจากนั้น ความร่วมมือระหว่าง Marvel และทางฝั่งญี่ปุ่น ก็เงียบๆ ไปพักใหญ่ อาจจะมีข่าวคราวเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง เช่น การที่ Marvel พยายามดัดแปลงฮีโร่ของตนให้ออกมาในสไตล์การ์ตูนญี่ปุ่นหรือที่เราเคยอ่านกันในชื่อ Marvel Mangaverse ในช่วงปี 2000-2002 ซึ่งเป็นคอมมิคซีรี่ส์ที่ผมชอบมาก เคยมีแปลไทยออกมาขายด้วย แม้จะไม่ได้ถูกพูดถึงในวงกว้างมากนัก แต่ก็มีแฟนๆ ให้ความสนใจกันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว นอกจากนั้นก็ยังมีผลงานการ์ตูนทีวีอเมริกันที่ทาง Marvel Productions จ้างทางโตเอะทำอย่าง Dungeons & Dragons (TV series) ในปี 1983 แต่อันนี้ไม่ใช่การร่วมมือผลิต เป็นการจ้างโตเอะทำเลย แถมยังประสบความสำเร็จมีต่อเนื่องถึง 3 ซีซันเลยด้วย

Marvel Anime (2010)

ต่อมา เมื่อการสร้างจักรวาลภาพยนตร์ MCU (Marvel Cinematic Universe) ของ Marvel ประสบความสำเร็จ เหล่าฮีโร่จากค่าย Marvel ก็กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นและยังได้รับความนิยมไปทั่วโลก ทำให้เกิดโปรเจคแปลก ๆ ที่น่าสนใจตามมามากมาก หนึ่งในนั้นก็คือ Marvel Anime โปรเจคการ์ตูนอนิเมสไตล์ญี่ปุ่นของ Marvel ในช่วงปี 2010 – 2011 ที่คราวนี้ทาง Marvel ไม่ทำเองแล้ว แต่ไปร่วมมือกับสตูดิโออนิเมชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง Madhouse สร้างสรรค์ผลงานอนิเมซีรี่ส์ 4 เรื่อง เรื่องละ 12 ตอน ประกอบด้วย Iron Man, Wolverine, X-Men, และ Blade ออกอากาศทางช่อง Animax ซึ่งก็ประสบความสำเร็จพอสมควร แต่บางคนก็มองว่าล้มเหลวนะ อาจเพราะคิดว่าด้วยชื่อเสียงของฮีโร่แต่ละตัวมันควรจะปังมากกว่านี้ และถ้าผมจำไม่ผิด เหมือนซีรี่ส์นี้เคยได้มีโอกาสมาฉายในฟรีทีวีบ้านเราด้วย

Marvel Disk Wars: The Avengers

พอกระแสหนังฮีโร่ดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆ โปรเจคอนิเมได้รับคำชมไม่น้อย คราวนี้ Marvel ก็หันมาจับมือกับโตเอะอีกครั้ง กับผลงานชุด Marvel Disk Wars: The Avengers ในปี 2014 ซึ่งคราวนี้เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างอนิเมญี่ปุ่นและซูเปอร์ฮีโร่อเมริกาจริงๆ ก็คือให้เด็กๆ แปลงร่างเป็นเหล่าฮีโร่อเวนเจอร์ เพราะหลายๆ คนวิเคราะห์ว่า ที่การ์ตูนฮีโร่ Marvel ไปไม่สุดในฝั่งญี่ปุ่นนั้น เป็นเพราะการ์ตูนญี่ปุ่นกระแสหลักจะใช้เด็กหรือวัยรุ่นเดินเรื่อง แต่ฮีโร่ Marvel จะมีตัวละครหลักเป็นผู้ใหญ่ ที่เด็กญี่ปุ่นจะไม่อินสักเท่าไหร่ แถมการดัดแปลงเป็นการ์ตูนแปลงร่างยังทำให้สามารถขายของเล่น Role-Play ได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าซีรี่ส์นี้จะประสบความสำเร็จพอสมควรนะครับ เพราะนอกจากจะมีอนิเมแล้วยังทำเกมออกมาขายในชื่อ Marvel Disk Wars: The Avengers – Ultimate Heroes ลงเครื่อง Nintendo 3DS ด้วย

Spiderman ฉบับ อิเคงามิ เรียวอิจิ

ซึ่งเอาจริงๆ เราก็พอเห็นอยู่ว่าทาง Marvel นั้น เข้ามาลุยตลาดญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง มีผลงานร่วมสร้างกับทางญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย แต่ในแง่ความสำเร็จนั้นอาจจะยังไม่เด่นชัดมากนัก คือถ้าพูดกันตามตรงก็อาจจะไม่ถึงกับล้มเหลว แต่ก็ไม่มีอะไรที่ประสบความสำเร็จในระดับที่หลายฝ่ายคาดหวังเอาไว้ หรือบางเรื่องที่ Marvel อาจไม่ปลื้มและทำเป็นเนียนลืมๆ ไปเลยก็มี อย่างเช่น Spiderman ฉบับคอมมิคโดย อิเคงามิ เรียวอิจิ (Earth-70019) ซึ่งเป็นสไปเดอร์แมนคนละคนกับโตเอะ โดยคราวนี้เป็นเด็ก ม.ปลายชื่อ โคโมริ ยู แถมยังมีเนื้อเรื่องค่อนข้าง Dark ในสไตล์ อ.อิเคงามิ จนตอนตีพิมพ์ในฝั่งอเมริกาต้องมีการเซนเซอร์เนื้อหาบางส่วนเลยทีเดียว

แต่แน่นอนล่ะครับว่าจนถึงปัจจุบัน ทาง Marvel ก็ยังไม่ยอมหยุดและยังคงหาช่องทางความสำเร็จใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะการตีตลาดญี่ปุ่นที่ทาง Marvel พยายามมาตลอดหลายสิบปี ดูจากข่าวความร่วมมือระหว่าง Marvel และซึบุราญ่าแล้วก็เชื่อว่า ในปีต่อๆ ไป ทาง Marvel เองน่าจะมีอะไรออกมาให้ฮือฮาอีกแน่