PRINCESS MONONOKE หรือชื่อไทย เจ้าหญิงจิตวิญญาณแห่งพงไพร เป็นผลงานกำกับของของปู่ มิยาซากิ ฮายาโอะ แห่งสตูดิโอจิบลิ ที่โด่งดังมากเมื่อปี 1997 โดยทำรายได้ไปถึงสองหมื่นล้านเยน ขึ้นเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลของในญี่ปุ่นยุคนั้น ก่อนที่จะโดนไททานิคแซงในช่วงปลายปี และปัจจุบัน PRINCESS MONONOKE ก็ยังติดอันดับ 9 ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลของญี่ปุ่นอยู่

มิยาซากิ ฮายาโอะ วางแผนที่จะสร้างอนิเมเรื่องนี้มาตั้งแต่ยุค 80s โดยเป็นเรื่องราวในยุคญี่ปุ่นโบราณ ในยุคมุโรมาจิ เรื่องราวของอาชิทากะ เจ้าชายองค์สุดท้ายของเอมิชิที่ต้องต่อสู้กับเทพหมูป่าที่กลายเป็นปีศาจจนได้รับบาดเจ็บและโดนคำสาปทำให้ต้องออกจากหมู่บ้านไปยังดินแดนทางตะวันตกเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เทพเจ้าหมูป่ากลายร่างเป็นปีศาจเพื่อที่จะคลายคำสาปของตน จนกระทั่งมาถึงเมืองโลหะที่ตัดไม้จากป่ามาใช้หลอมแร่เหล็กอย่างต่อเนื่องจนพื้นที่ป่าลดลงทำให้เหล่าสัตว์เทพไม่พอใจจนเกิดสงครามระหว่างมนุษย์และสัตว์เทพ โดยหนึ่งในนั้นก็คือ ซัง เด็กสาวชาวมนุษย์ที่ถูกเทพหมาป่าเลี้ยงเอาไว้ แต่เรื่องราวกลับยิ่งซับซ้อน เมื่อมีเหล่าขุนนางและซามูไรที่ต้องการความอมตะจากเทพกวางเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย

ตัวหนังคงคงความเป็นภาพยนตร์สไตล์มิยาซากิ ฮายาโอะ คือแม้แก่นเรื่องจะเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างคนกับธรรมชาติ แต่ก็ยังมีการแทรกประเด็นความขัดแย้งทั้งในด้านการเมือง สงคราม ศักดินา ไปจนถึง Gender Relation ผ่านตัวละครที่มีมิติที่น่าสนใจ คือเหล่าตัวละครหลักในเรื่องนี้ ไม่มีใครที่เรียกได้ว่าเป็นตัวร้ายหรือตัวดีจริงๆ เป็นตัวละครสีเทาๆ ที่ต่างมีจุดยืนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเอโบชิ ผู้นำเมืองโลหะคู่ขัดแย้งของซัง จิโกะ นักบวชพเนจร ที่เรายากที่จะตัดสินว่าเขาเป็นคนดีหรือเลว ทุกคนต่างก็มีจุดยืนที่ต้องปกป้องสถานะของตนที่แตกต่างกัน คือเป็นทั้งตัวเอกและตัวร้ายแตกต่างกันไปตามมุมมองของแต่ละคน แม้กระทั่งซังที่เป็นตัวเอก ก็ทำร้ายมนุษย์มาไม่น้อย แต่นั่นเป็นเพราะเจ้าตัวไม่ยอมรับว่าตนคือมนุษย์ และต่อสู้กับมนุษย์อย่างดุเดือดเพื่อปกป้องป่าและเผ่าพันธ์ของตน ซึ่งนั่นทำให้ตัวอนิเมประสบความสำเร็จอย่างสูงและคว้ารางวัลมามากมายทั้งในเวทีระดับประเทศและระดับสากล

ขึ้นชื่อว่าเป็นอนิเมของจิบลิ ก็ต้องยอมกับกันว่านี่คือผลงานอนิเมวาดมือคุณภาพสูง แต่อนิเมเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแรกๆ ที่ทางจิบลิเริ่มเอาคอมพิวเตอร์กราฟฟิคเข้ามาใช้งานประมาณ 5-10 นาทีของเนื้อเรื่องที่ยาวกว่าสองชั่วโมง ซึ่งสาเหตุก็เพื่อใช้ทำงานออกมาให้เสร็จทันกำหนดการที่วางไว้ แต่งานส่วนใหญ่ก็ยังเป็นการวาดภาพและลงสีด้วยมือแบบดั้งเดิม ทำให้ตัวอนิเมมีต้นทุนในการผลิตสูงกว่าสองพันล้านเยน ซึ่งสูงมากในยุคนั้น แต่คุณภาพงานที่ออกมาก็ถือว่าน่าพอใจ และพอมาถึงปี 2025 ก็ได้มีการอัพเกรดคุณภาพโดยการนำฟิล์มต้นฉบับ 35 มม. มารีมาสเตอร์ออกมาให้เป็นมาตรฐาน 4K ภายใต้การดูแลของ โอคุอิ อัตสึชิ ผู้กำกับภาพชื่อดังที่มีทักษะทางด้านงาน CGI ระดับหาตัวจับยาก และนำมาฉายบนจอ IMAX เป็นครั้งแรก เพื่อฉลองวาระครบรอบ 40 ปี สตูดิโอจิบลินั่นเองครับ

ซึ่งตัวผมเองไปได้ดู PRINCESS MONONOKE ฉบับ IMAX มาแล้ว ก็พบว่าคุณภาพของอนิเมทั้งในด้านภาพและเสียงทำออกมาได้ดีมากจนน่าตกใจจนแทบไม่คิดว่า นี่คืออนิเมเมื่อ 28 ปีก่อนเลยด้วยซ้ำ คือพล็อตเรื่องแนวธรรมชาติและความขัดแย้งในยุคนี้ก็ถือว่าไม่เชย แถมพอเรามาดูอีกครั้งตอนที่อายุมากขึ้น ก็จะมีมุมมองกับเนื้อเรื่องที่แตกต่างไปจากตอยดูครั้งแรกๆ เมื่อ 20 กว่าปีก่อน และการได้ฟังสกอร์เพลงประกอบขั้นเทพของ โจ ฮิซาอิชิ ใน IMAX มันก็ละมุนหูดีจริงๆ แต่ถ้าจะถามว่ามีที่ติไหม ก็คงมีจุดที่อยากฝากไว้อีกนิดตรงบทแปลภาษาไทย ที่ดูแล้วเข้าใจว่าน่าจะแปลมาจากสคริปต์ภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลมาจากญี่ปุ่นอีกที บางจุดก็เลยรู้สึกตะหงิดใจหน่อยๆ เพราะเรื่องนี้ผมว่าคนที่ไปดูในโรงก็น่าจะเคยดูใน DVD หรือ OTT มาก่อนแล้ว ถ้ามีการปรับปรุงบทแปลให้ลื่นไหลอีกหน่อยผมว่าจะลงตัวสุดๆ เลยครับ
