ผมพลาดโอกาสไปดู “100 เมตร” ตอนฉายในโรงภาพยนตร์ ด้วยสาเหตุหลายๆ ประการ ซึ่งตอนนั้นก็รู้สึกเสียดาย เพราะอยากดูหนังเรื่องนี้มาก แต่สุุดท้ายก็ได้ดูผ่านทาง Netflixซึ่งโชคดีที่เอาลงค่อนข้างเร็วเลยครับ เหมือนเพิ่งออกจากโรงได้แค่เดือนเดียวเอง ก็เลยได้ดูกันช่วงหยุดปีใหม่นี่แหละ

100 เมตร เป็นผลงานที่สร้างจากต้นฉบับการ์ตูนของ Uoto ผู้เขียน สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด ที่หลายๆ คนรู้จักกันดี โดยเรื่อง 100 เมตร เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับการวิ่ง 100 เมตร ที่มีความยาว 5 เล่มจบ และถูกนำมาสร้างเป็นอนิเมโดย Rock ‘n’ Roll Mountain ซึ่งกระแสตอบรับออกมาดีมากในแง่ของคำวิจารณ์เชิงบวกจากหลายสำนัก

เรื่องราวถูกถ่ายทอดผ่านตัวเอกโทงาชิ และคู่แข่งโคมิยะ ตั้งแต่ทั้งสองรู้จักกันในสมัยประถม เล่ามาจนถึงตอนแข่งอินเตอร์ไฮสมัยมัธยม ซึ่งปกติการ์ตูนกีฬามักจะถือเอาช่วงนี้เป็นช่วงไฮไลท์ แต่เรื่องนี้กลับลากยาวออกไปหลังจากนั้นอีกสิบปี ในโลกของมืออาชีพที่เวลาแค่สิบวินาทีในสนามสามารถตัดสินชีวิตของคนเราได้ทั้งชีวิต และในฐานะมืออาชีพ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะชนะ และยอมรับความพ่ายแพ้ให้ได้

ตอนแรกผมนึกว่าเรื่องนี้จะมาแนวการ์ตูนกีฬาแนวโชเน็น ประเภท มิตรภาพ ความพยายาม ชัยชนะ ประมาณนี้ แต่ไม่ใช่ครับ นี่คือการ์ตูนกีฬาที่ Real กับการแข่งขันที่ทุ่มเททุกอย่างในชีวิตลงไปในเวลาแค่สิบวินาที โดยเล่าผ่านมุมมองของโทงาชิเป็นหลัก และถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของนักวิ่งกรีฑาออกมาได้น่าสนใจ ทั้งช่วงขาขึ้น และช่วงตกต่ำ มีมุมมองที่หลากหลายแตกต่างจากอนิเมกีฬาทั่วไป และที่สำคัญ มันสนุกครับ ทั้งการเล่าเรื่อง และงานภาพที่ผสมผสาน 2D และ 3D ได้อย่างลงตัว ทีมงานรู้ว่าฉากไหนควรใช้งานภาพแบบ 2D และสื่อออกมาได้อย่างทรงพลัง โดยเฉพาะซีนวิ่งกลางสายฝนช่วงกลางเรื่อง ที่เป็นวาดมือล้วนๆ นี่ทรงพลังมากครับ ดูแล้วรู้สึกถึงพลังชีวิตเอ่อล่นขึ้นมาเลย

ใครนึกไม่ออกว่าหยุดปีใหม่ที่เหลือไม่กี่วันจะดูอะไร แนะนำอนิเมเรื่องนี้ครับ เป็นหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่คุ้มค่ามาก ดูแล้วได้พลังบวกที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับโลกใบนี้เพิ่มขึ้นเยอะเลย
