ตอนที่ ยามซากุระร่วงโรย (5 Centimeters Per Second) ประกาศทำภาพยนตร์คนแสดง ก็รู้สึกอยากดูขึ้นมาทันที เพราะอยากรู้ว่า ฉบับภาพยนตร์จะตีความงานอนิเมของ อ.ชินไกออกมาในรูปแบบไหน เพราะฉบับอนิเมดั้งเดิม จริงๆ มันคืออนิเมสั้น 3 ตอน 3 พาร์ท ที่เล่าเรื่องราวในแต่ละช่วงวัยของโทโนะ ทาคากิ สมัยประถม (เสี้ยวดอกซากุระ) มัธยม (นักบินอวกาศ) และวัยทำงาน (ห้าเซนติเมตรต่อวินาที) ที่ยังคงคนึงหารักแรกของเขา เด็กสาวที่ได้พบในสมัยประถม ชิโนฮาระ อาคาริ ที่ต้องแยกจากกันด้วยเหตุผลทางบ้าน แล้วไม่ได้กลับมาพบกันอีก

ซึ่งฉบับอนิเมทั้ง 3 พาร์ทนั้น มีความยาวรวมกัน 63 นาที แต่ฉบับภาพยนตร์นั้นกลับยาวถึง 121 นาที เกือบสองเท่าของอนิเมต้นฉบับ ดังนั้นก็คิดไว้แต่แรกว่าตัวภาพยนตร์น่าจะมีการเพิ่มเติมเนื้อหาเข้าไปเยอะพอสมควร แต่พอเข้าไปดูจนจบแล้ว มันไม่ใช่แค่การเพิ่มเนื้อหา แต่เปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องใหม่หมดเลยต่างหาก
จากฉบับอนิเมที่จะเล่าเรื่องของทาคากิเป็นเส้นตรงจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ ฉบับภาพยนตร์คนแสดงกลับใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบ Flash Back จากตอนทาคากิเป็นผู้ใหญ่ แล้วย้อนคิดถึงความทรงจำวัยเด็กที่มีต่ออาคาริ พร้อมกับเสริมเรื่องราวภูมิหลังของตัวละครในปัจจุบัน ทั้งทาคากิและอาคาริ ทำให้เราเข้าใจมิติตัวละครทั้งสองมากขึ้น

จุดที่น่าสนใจคือ ภาพยนตร์เลือกที่จะเพิ่มพื้นที่เรื่องราวของอาคาริมากขึ้น จากเดิมที่จะมองแต่ในมุมของทาคากิเป็นหลัก ที่เคยฝันจะเป็นนักบินอวกาศ แต่โตขึ้นเป็นโปรแกรมเมอร์ ในขณะที่อาคารินั้น โตขึ้นมาทำงานในร้านหนังสือคิโนะคุนิยะ แต่ก็ยังคิดถึงความฝ้นของทาคากิ…และความทรงจำที่มีเกี่ยวกับดวงดาวร่วมกัน
ตรงนี้เป็นจุดที่น่าสนใจครับ เพราะการที่ทั้งสองมีความผูกพันกับดวงดาว ทำให้ในภาพยนตร์ทั้งทาคากิและอาคาริ “เฉียด” เข้าหากันหลายครั้ง โดยมีดวงดาวเป็นสื่อกลาง ซึ่งตรงนี้เป็นเนื้อหาที่เสริมเข้ามาในภาพยนตร์ และทำออกมาได้ดีมากด้วย ทำให้การเดินทางของยานโวยาเจอร์ 1 และ 2 กลายเป็นตัวแทนความสัมพันธ์ของทั้งสอง ที่ผูกพันแต่ไม่ได้พบเจอ และการขยี้เรื่องราวในช่วงท้ายยัง ทำให้ซีนรถไฟในตำนาน ดูมีพลังมากขึ้นและมีการสื่อความหมายที่ต่างออกไปจากต้นฉบับเดิมพอสมควรด้วย
ซึ่งต้องยอมรับครับ การตีความครั้งนี้ ผู้กำกับโอคายามะใช้ภาษาภาพยนตร์ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาแตกต่างจากต้นฉบับได้อย่างน่าสนใจมาก มีแนวทางที่ชัด ไม่ค้างคา คนที่ดูอนิเมมาแล้วก็สามารถดูภาพยนตร์และรู้สึกประทับใจซ้ำได้ แต่ก็มีจุดที่ผมไม่รู้ว่าเป็นจุดอ่อนหรือเปล่า คือผมไม่มั่นใจว่า ถ้าคนที่ไม่เคยดูอนิเมมาก่อน แล้วข้ามมาดูภาพยนตร์เลยจะมีความรู้สึกอินกับหนังหรือไม่ เพราะในช่วงแรกหนังใช้วิธี Flash Back สลับไปมาเยอะ จนผมไม่มั่นใจว่าคนดูที่ไม่ได้ดูอนิเมมาก่อนจะตามทันหรือเปล่า เดี๋ยวประถม เดี๋ยวมัธยม แล้วกลับไปพูดถึงตอนประถมอีก

อีกจุดหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นจุดต่างมาก ก็คือการที่ตัวหนังเพิ่มพื้นที่ชีวิตวัยทำงานของทาคากิและอาคาริเข้ามามาก ทำให้น้ำหนักในองค์สอง ที่ทาคากิย้ายไปเรียนที่เกาะทะเนะงะชิมะ ในจังหวัดคะโงะชิมะ ถูกลดทอนความสำคัญไป โดยเฉพาะตัวละครสำคัญในบทนี้อย่างคานาเอะ ถูกลดบทบาทในเนื้อเรื่องลงไปมาก ซึ่งส่วนตัวผมค่อนข้างชอบคาแรกเตอร์ของคานาเอะนะ เป็นเด็กสาววัยรุ่นที่ใสซื่อกับความรู้สึกตัวเอง แต่เพราะในช่วงนั้น ทาคากิยังไม่สามารถข้ามพ้นอาคาริไปได้ เอาจริงๆ ก็อยากรู้เรื่องราวของคานาเอะต่อ เสียดายที่หนังไม่พูดถึงเธออีก

โดยรวมแล้ว นี่คือการตีความ ” ยามซากุระร่วงโรย” ในมุมมองของผู้กำกับ โอคายามะ โยชิยูกิ ที่ต่างจากฉบับของ อ.ชินไก คือมีการขยายเรื่องราวในบางมุมเพิ่มขึ้นได้อย่างน่าสนใจ มีประเด็นที่เคลียร์ชัดเจนขึ้น คือต่างฝ่ายต่างก็ชัดเจนในตัวเอง มันทำให้หนังไม่ได้ดูหน่วงมากเหมือนในอนิเม แต่กลับให้ความอิ่มเอมในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ทุกฝ่ายต่างก็มีเส้นทางของตัวเองที่ต้องเดิน แม้จะไม่ตรงกับที่เคยวาดฝันเอาไว้ แต่ทุกชีวิต ก็ยังคงต้องก้าวต่อไป…โดยมีความทรงจำที่งดงามในอดีตเป็นแรงขับเคลื่อนผลักดันอยู่เบื้องหลัง
หนังมีกำหนดฉายจริง 19 กุมภานี้ครับ
