บก. หมี

[COMIC REVIEW] จบเสียที! โครงการพัฒนาอิคาริชินจิ

หลังจากที่ เอวานเกเลี่ยน โครงการพัฒนาอิคาริ ชินจิ (Shin Seiki Evangerion: Ikari Shinji Ikusei Keikaku) ฉบับคอมมิค ได้วางจำหน่ายในบ้านเรามาตั้งแต่ปี 2554 ผ่านไป 7 ปี ในที่สุดในปีนี้ ปี 2561 เราก็ได้อ่าน โครงการพัฒนาอิคาริ ชินจิ ฉบับภาษาไทยเล่มจบกันเสียที…ปิดตำนานคอมมิคเอวาเกเลี่ยนไปอีก 1 ซีรี่ส์ (เย้)

เอวานเกเลี่ยน โครงการพัฒนาอิคาริ ชินจิ เป็นหนังสือการ์ตูนเอวาเกเลี่ยนภาคคู่ขนาน ที่มีพื้นเพมาจากวิดีโอเกมชื่อเดียวกัน ซึ่งเดิมทีเป็นเกมบนเครื่อง PC ที่วางจำหน่ายเมื่อปี 2004 ก่อนที่จะถูกนำมาเขียนเป็นเวอร์ชั่นหนังสือการ์ตูนเมื่อปี 2005 โดย ทาคาฮาชิ โอซามุ ซึ่งจนถึงตอนนี้ หลายๆ คนอาจจะลืมภาคเกมไปแล้วก็ได้ เพราะเวอร์ชั่นคอมมิค(ญี่ปุ่น)นั้นใช้เวลาเขียนนานถึง 11 ปี (2005-2016) เลยทีเดียว

ซึ่งแน่นอนว่า แฟนๆ คอมมิคหลายๆ คนอาจจะไม่เคยเล่นเกมมาก่อนด้วยซ้ำ แต่ไม่เป็นไรครับ จริงๆ ตัวคอมมิคนั้นไม่จำเป็นต้องเคยเล่นเกมมาก่อนก็อ่านได้พอรู้เรื่องอยู่ สำคัญที่ว่าควรจะรู้เรื่องเอวาเกเลี่ยนภาคหลักมาบ้างก็พอ ไม่เช่นนั้นอาจจะไม่เข้าใจเนื้อเรื่องในหลายๆ จุด เพราะจริงๆ เรื่องนี้มันก็คือเอวานเกเลี่ยนที่สดใสขึ้น ไม่มีหุ่นยักษ์เอวา เรื่องราวเน้นไปที่ชีวิตในรั้วโรงเรียน ครอบครัวแสนอบอุ่นในแบบที่ชินจิเวอร์ชั่นต้นฉบับไม่เคยมี (โดยเฉพาะอิคาริ เก็นโด ที่เก็กหลุดกลายเป้นตัวโจ๊กประจำเรื่อง) และรักสามเส้าของ ชินจิ เรย์ และอาสึกะ ที่คราวนี้อาสึกะกลายเป็นสาวซึนเดเระเต็มตัวแล้ว ส่วนเรย์ก็มีอารมณ์ความรู้สึกมากขึ้นกว่าเดิม โดยมีการทดลองโปรเจค E เป็นฉากหลังของเรื่อง

จุดที่น่าสนใจก็คือ จริงๆ เวอร์ชั่นคอมมิคนั้น นอกจากจะมีเกม โครงการพัฒนาอิคาริ ชินจิ เป็นพื้นฐานของเนื้อเรื่องแล้ว ยังมีเนื้อหาบางส่วนที่หยิบมาจากเกมฮิตในซีรี่ส์เอวานเกเลี่ยนอีกเกม คือเกม Neon Genesis Evangelion: Girlfriend of Steel 2nd (2005) ด้วย และในคอมมิคยังมีตัวละครที่มาจากเวอร์ชั่นเกม แตไม่มีบทบาทในเวอร์ชั่นอนิเมอย่าง คิริชิมะ มายะ ด้วย แต่น่าเสียดายว่าในเวอร์ชั่นคอมมิคนั้นไม่เน้นบทของมายะมากนัก เหมือนจะโผล่มามีบทเด่นอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็หายไปจากเนื้อเรื่องเลย รวมถึงบทบาทของสามสาวเจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยของ NERV อย่าง คาเอเดะ ซัทสึกิ และ อาโออิ ซึ่งถือเป็นตัวละครออริจินอลของเกมนี้ด้วย (แต่นานๆ จะโผล่มาให้เห็นที แต่ก็ยังเยอะกว่าบทของนางิสะ ที่ภาคนี้เป็นตัวประกอบจริงๆ)

และสิ่งที่กลายเป็นจุดเด่นของการ์ตูนเรื่องนี้ ก็คือ ฉากเซอร์วิสที่มีเยอะมาก และเยอะที่สุดเมื่อเทียบกับเอวานเกเลี่ยนเวอร์ชั่นอื่นๆ จากช่วงเล่มแรกๆ ที่ดูเหมือนผู้เขียนจะยังกั๊กๆ ไม่เน้นฉากโชว์อะไรสักเท่าไหร่ มาสไตล์กุ๊กกิ๊กคอเมดี้พ่อแง่แม่งอนเป็นหลัก แต่พอมาเล่มหลังๆ นี่ไม่รู้ชินจิกลายเป็นร่างอวตารของมหาเทพริโตะไปได้ยังไง มีสกิลหกล้มขั้นเทพแทบจะทุกตอน ผ้าผ่อนของสาว ๆ ก็หลุดลุ่ยกันง๊าย ง่าย (ไม่รู้ว่า บก.สั่งมา หรือความชื่นชอบของผู้เขียนเอง) จนบางทีก็รู้สึกว่า มันทำให้เนื้อเรื่องไม่เดินไปไหน ก็เลยยืดยาวมาได้ตั้ง 18 เล่ม

และพอถึงตอนจบ ก็รู้สึกเหมือนมันจะไปไม่สุดสักเท่าไหร่ แต่ก็เข้าใจว่าลากมา 18 เล่มแล้ว ก็คงถึงจุดที่เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงได้แล้ว แม้ว่าปริศนาหลายๆ อย่างในเรื่องจะยังไม่คลี่คลายเลยก็ตามที จนเล่มสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเรย์ ชินจิ และอาสึกะ ในคอมมิคเรื่องนี้จะลงเอยแบบไหน…(แม้ดูเหมือนผู้เขียนจะอวยเรย์อยู่หน่อยๆ) แต่จบแบบนี้ก็โอเคนะ รับได้อยู่..แม้จะไม่สุดก็เถอะ

แต่ก็แอบหวังว่า เอวานเกเลี่ยนหนังโรงภาคปิดตำนานที่จะออกฉายในปี 2020 คงจะมีบทสรุปของซีรี่ส์นี้จริงๆ เสียทีนะ…ไหนๆ ก็อุตส่าห์ตามซีรี่ส์นี้มาตั้ง 20 กว่าปีแล้ว..

ปล.ต้องขอชมทาง SIC เป็นพิเศษ ที่เล่มหลังๆ รู้สึกจะเซนเซอร์น้อยมาก แถมนับจากเล่ม 1 ถึงเล่ม 18 มีการปรับราคาเพียงแค่ครั้งเดียว จากเดิมเล่มแรก 45 บาท มาเป็น 50 บาทในเล่มหลังๆ ซึ่งสมัยนี้หาการ์ตูนเล่มละ 50 บาทได้ยากเหลือเกิน..กลายเป็นราคาเกือบจะต่ำสุดในตลาดไปแล้ว