Transformers จากอเมริกา ไปญี่ปุ่น และกลับมาอเมริกา (ก่อนจะดังไปทั่วโลก)

เชื่อว่าจนถึงตอนนี้น่าจะไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส แฟรนไชส์ของเล่นที่โด่งดังถึงขีดสุดมานานกว่า 30 ปีที่ถูกนำไปสร้างเป็นการ์ตูนทีวี คอมมิค ไปจนถึงหนังโรงมาแล้วหลายภาค แถมเร็วๆ นี้ก็จะมีภาครีบูธตามมาอีก แต่จริงๆ แล้ว กว่าจะมาเป็นทรานส์ฟอร์มเมอร์สที่เรารู้จักกันดีนั้น มันผ่านเรื่องราวมากมายซึ่งเกี่ยวกับเรื่องราวความสัมพันธ์ของสองบริษัท คือฮาสโบรของอเมริกา และทาคาระของญี่ปุ่น (ปัจจุบันคือทาคาระโทมี่) ที่ซับซ้อนและสนุกเสียจนน่าจะเอาไปสร้างเป็นหนังได้อีกเรื่องเลยล่ะครับ

ก่อนอื่น หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินว่า ต้นกำเนิดของทรานส์ฟอร์มเมอร์สนั้นมาจากการยำใหญ่ของเล่นของบริษัททาคาระโดยบริษัทฮาสโบร แต่จริงๆ แล้ว แรกเริ่มของมัน มาจากชุดของเล่นทหารอเมริกันชุด GI.JOE ของฮาสโบรต่างหาก…งงล่ะสิ คืองี้ครับ ของเล่นชุด GI.JOE ถือเป็นชุดฟิกเกอร์ของเล่นที่ฮิตมากในฝั่งอเมริกา แต่มันกลับไม่ถูกกับตลาดของเล่นญี่ปุ่นสักเท่าไหร่ (แน่นอนว่า ประเทศที่เพิ่งโดนทหารอเมริกันถล่มจนย่อยยับ จะมาชื่นชอบของเล่นหุ่นทหารอเมริกันมันคงแปลกๆ) ทว่า ทางทาคาระของญี่ปุ่น กลับเอาฟิกเกอร์ GI.JOE ของฮาสโบรมาดัดแปลงใหม่ โดยเปลี่ยนจากนักรบให้กลายเป็นไซบอร์ก และใช้ลูกเล่นบอดี้โปร่งใสทำให้ดูเป็นหุ่นล้ำยุค จนกลายเป็นของเล่นชุด Henshin Cyborg ในปี 1972

ต่อมา ทางทาคาระได้ทำการลดขนาดของฟิกเกอร์ชุด Henshin Cyborg ให้ตัวเล็กลง โดยมีนัยยะสำคัญก็คือการลดต้นทุน (ฮา) และจะได้ขายได้ราคาถูกลงด้วย ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของไลน์ของเล่นที่ชื่อไมโครแมนในปี 1984 ที่ประสบความสำเร็จสูงมาก มีแตกไลน์ต่อยอดออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Microman Zone (1974) Project Victory (1975) Spy Magician (1976) และอีกหลายซีรี่ส์ จนมาถึงปี 1983 ก็มาถึงซีรี่ส์ชุด Micro Change ที่จุดเด่นคือ มันเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แปลงร่างเป็นหุ่นยนต์ได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ต นาฬิกา ไปจนถึงปืน

ในอีกด้านหนึ่ง ทาคาระก็ได้ออกไลน์ของเล่นแปลงร่างที่ชื่อว่า Diaclone ในปี 1980 ซึ่งแตกยอดแยกมาจากไมโครแมนอีกทีเช่นกัน โดยในไลน์นี้จะเป็นเหล่ายานพาหนะที่แปลงร่างได้ (Car-Robot) และจุดที่น่าสนใจก็คือ คนที่ออกแบบของเล่นชุดนี้ก็คือ คาวาโมริ โชจิ และมิยาทาเกะ คาซึทากะ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองก็จะย้ายไปทำงานที่สตูดิโอนูเอะ และให้กำเนิดหุ่นยนต์แปลงร่างอีกซีรี่ส์หนึ่งที่โด่งดังมากที่ชื่อว่า “มาครอส” นั่นเองครับ

ซึ่งถึงตรงนี้ หลายๆ คนก็คงจะพอนึกออกแล้วว่า เมื่อฮาสโบรได้เห็น Micro Change และ Diaclone ก็เกิดความสนใจ ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิจากทาคาระไปดัดแปลงเป็นของเล่นซีรี่ส์ทรานส์ฟอร์มเมอร์สในปี 1984 แม้ตอนแรกๆ จะมีหลายๆ คนคัดค้าน เพราะการเอาซีรี่ส์เครื่องใช้ไฟฟ้าแปลงร่าง (Micro Change) มาผูกรวมเข้ากับยานพาหนะแปลงร่าง (Diaclone) พูดจริงๆ มันออกจะแถๆ ไปหน่อย งานนี้ทางฮาสโบรก็เลยมอบหมายให้ Jim Shooter และ Dennis O’Neil มาช่วยกันตั้งชื่อใหม่และแต่งเรื่องราวให้ ซึ่งหลายๆ คนอาจจะพอคุ้นชื่อทั้งสองมาบ้างในฐานะ บก.ของมาร์เวลคอมมิคที่อยู่เบื้องหลังการ์ตูนดังๆ มากมายนั่นเองครับ ซึ่งนั่นได้กลาเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งหุ่นออกเป็นฝ่ายดีออโต้บอตและฝ่ายเลวดีเซปติค่อนนั่นเอง (ในขณะที่ซีรี่ส์เดิมของฝั่งญี่ปุ่นจะเป้นหุ่นฝ่ายดีเป็นส่วนใหญ่)

ในล็อตแรกของ ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส ที่วางจำหน่ายในอเมริกานั้น มีหุ่นที่ปรากฎตัวออกมาทั้งสิ้น 26 ตัว ซึ่งผลตอบรับออกมานั้นเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงมาก แซงหน้าคู่แข่งอย่างโกบอทส์ที่เป็นหุ่นแปลงร่างที่ออกมาตัดหน้า 6 เดือนอย่างถล่มทลาย (โกบ็อตนั้นเป็นผลงานของค่ายตองก้าร่วมมือกับค่ายคู่แข่งของทาคาระ..ค่ายบันไดนั่นเอง โดยมีต้นแบบจากซีรี่ส์แมชชีนโรโบะครับ) ทำให้ทางฮาสโบรต้องรีบติดต่อทาคาระหาซีรี่ส์หุ่นแปลงร่างชุดอื่นมาเสริม แต่ก็ยังไม่พอใจถึงขนาดข้ามห้วยไปซิ้อ VF-1S Super Valkyrie จากเรื่องมาครอสซึ่งเป็นของเล่นจากค่ายบันไดมาแปะตราทรานส์ฟอร์มเมอร์ส เปลี่ยนสี แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น Jetfire เฉยเลย…(ปล.จริงๆ คนที่ทำของเล่นของมาครอส คือ บริษัทของเล่นที่ชื่อ ทาคาโตคุ แต่ บ.นี้ล้มละลายไปในปี 1984 และถูกบันไดซื้อกิจการไป แม่พิมพ์ของทาคาโตคุจึงตกเป็นของบันไดไปโดยปริยายครับ)

อย่างไรก็ตาม กระแสของ  ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส ก็ต้องมาสะดุด เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ฮาสโบรไปขุดเอาหุ่นเก่าๆ ของทาคาระมาทำจนหมดแล้ว (จริงๆ ยังมีอีกเยอะ แต่คงไม่ถูกใจผู้บริหาร เช่นพวกตระกูลรถไฟแปลงร่างที่ไม่บูมในอเมริกาเหมือนที่ญี่ปุ่น) ก็เลยต้องแตกไลน์ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส ผลิตของเล่นออริจินอลของตนโดยไม่อิงกับทางญี่ปุ่น (ในขณะที่ทาคาระเองก็พัฒนาทรานส์ฟอร์มเมอร์สในรูปแบบของตนเองแยกออกมาเช่นกัน) จากนั้นทรานส์ฟอร์มเมอร์สของอเมริกาและญี่ปุ่นก็เหมือนเป็นเส้นขนาน และทำให้กระแสความนิยมของ ทรานส์ฟอร์มเมอร์สตกลงด้วย เพราะฮาสโบรก็ยอมรับว่าในภายหลังว่าไอเดียการคิดหุ่นแปลงร่างยังสู้ทางญี่ปุ่นไม่ได้ แถมภาคการ์ตูน(หนังโรง)ยังทำแสบ ด้วยการฆ่าตัวละครที่แฟนๆ รักอย่างออฟติมัสไพร์มตั้งแต่ต้นเรื่อง (นัยจะสื่อว่าจะเปลี่ยน gen ใหม่ แต่ดันไม่ work) แต่ในที่สุด ทั้งสองค่ายก๋็ได้กลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง Beast Wars: Transformers ที่ทำให้กระแส ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส กลับมาคึกคักอีกครั้งในยุค 90

หลังจากนั้น เรื่องราวของ ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส ก็กลายเป็นกระแสไปทั่วโลก จากผลงานภาพยนตร์ของไมเคิล เบย์ ซึ่งจนถึงตอนนี้ ก็มีหนังออกมาให้ชมกันแล้ว 5 ภาค และยังจะมีออกตามมาอีกหลายภาค(รีบูท)ด้วย ซึ่งของเล่นของทรานส์ฟอร์มเมอร์สภาคหนังก็ทำออกมาได้ดี มีทั้งแบบเวอร์ชั่นเด็ก และเวอร์ชั่นนักสะสมที่มีความซับซ้อนและสวยงาม ทำให้ของเล่นทรานส์ฟอร์มเมอร์สยังคงอยู่ในกระแสและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 34 ปีเลยล่ะครับ