บก. หมี

[GHIBLI]Grave of the Fireflies

Grave of the Fireflies หรือ สุสานหิ่งห้อย เป็นอนิเมชั่นของสตูดิโอจิบลิที่ออกฉายในปี 1988 พร้อมกันกับเรื่องโทโทโร่ แต่โทนของเรื่องนั้นกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว โดยผลงานเรื่องนี้ สะท้อนภาพอันโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนำต้นเรื่องมาจากหนังสือกึ่งอัตชีวประวัติของ อะคิยูกิ โนซากะ นักเขียนชื่อดังที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับน้องสาวของเขาที่สูญเสียชีวิตไปภายหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเนื่องจากภาวะขาดสารอาหารมาดัดแปลงเป็นอนิเมสุดเศร้าเรื่องนี้

เรื่องราวของ “สุสานหิ่งห้อย” จะเกี่ยวข้องกับ เซตะ และ เซ็ตสึโกะ สองพี่น้องลูกทหารเรือที่พลัดหลงกับแม่ในช่วงที่อเมริกาทิ้งระเบิดโจมตีญี่ปุ่น ทว่าในความเป็นจริงนั้น แม่ของทั้งสองได้เสียชีวิตไปแล้ว ในขณะที่พ่อเองก็เสียชีวิตไปพร้อมกับกองเรือรบที่ถูกทหารอเมริกาโจมตีจมลงก้นทะเล ภายหลังจากแยกกับป้าแล้ว ทั้งสองพี่น้องต้องใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังในขณะที่เซ็ตสึโกะเองก็ต้องเจ็บป่วยจากการขาดสารอาหาร ซึ่งชื่อเรื่องสุสานหิ่งห้อยนั้น จะเปรียบแมลงหิ่งห้อยที่มีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วัน เหมือนกับชีวิตเด็กๆ ในยุคสงครามที่ต้องอดอยากไม่มีกิน และแสงของหิ่งห้อยนั้นก็เหมือนความหวังอันริบหรี่ของเด็กๆที่สุดท้ายก็ค่อยๆ ล้มตายไปนั่นเอง

สุสานหิ่งห้อยถือเป็นผลงานมาสเตอร์พีชของ ทาคาฮาตะ อิซาโอะ หนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอจิบลิ ร่วมกับ มิซาญากิ ฮายาโอะ ที่เรารู้จักกันดี แม้ว่าชื่อของ อ.ทาคาฮาตะ จะถูกพูดถึงน้อยกว่า อ.มิยาซากิอยู่พอสมควร เนื่องจาก อ.ทาคาฮาตะมีผลงานที่ออกมาสู่สายตาผู้ชมค่อนข้างน้อยและไม่สม่ำเสมอ เฉลี่ยแล้วราว 4-5 ปีต่อเรื่อง แต่ผลงานทุกเรื่องก็จะมีแนวทางที่แตกต่างกันไป และยังมีเนื้อหาที่ค่อนข้างซีเรียสและจริงจังกว่าผลงานเรื่องอื่นๆ ของจิบลิอยู่มาก แต่ก็มีแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นตัวของตัวเองอย่างเด่นชัด ซึ่งถ้าหาก อ.ทาคาฮาตะไม่เสียชีวิตไปเสียก่อนเมื่อปี 2018 เราก็น่าจะได้เห็นผลงานใหม่ของอาจารย์ออกมาให้ชมกันอีกในปี 2020 นี้

และทุกครั้งที่มีการจัดอันดับภาพยนตร์อนิเมที่เศร้าที่สุดในโลก ชื่อของ สุสานหิ่งห้อย มักจะถูกโหวตให้ติดชาร์ตอันดับต้นๆอยู่เสมอ แม้จริงๆ แล้ว มันอาจจะไม่ใช่เจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้กำกับทาคาฮาตะ ที่เคยให้สัมภาษณ์ (ในบทสัมภาษณ์ที่แถมมากับ DVD) ว่า ตัวเซตะ นั้นเป็นเด็กที่ใจร้อนและขาดความอดทนเกินไป ถ้าเกิดว่าเซตะยอมทนอยู่กับป้าต่อไปละก็ น้องสาวของเขาก็จะไม่ตาย ตัวเขาที่เคยผ่านยุคสงครามมาก่อนจึงอยากจะสื่อว่าในยุคสงครามนั้นหากเราอดทนและมีความพยายามที่เพียงพอก็จะสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้ ซึ่งบทสัมภาษณ์นี้ทำให้เกิดกระแสดราม่าในหมู่ผู้ชมบางคนอยู่บ้างพอสมควร เพราะในความรู้สึกของผู้ชมนั้น เซตะยังเป็นแค่เด็กอายุ 14 ปีที่สูญเสียพ่อแม่และยังอ่อนต่อโลก แล้วเราจะคาดหวังอะไรในตัวเด็กอายุ 14 ปีเกินไปหรือเปล่า?

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สุสานหิ่งห้อย คือหนึ่งในหนังที่สะท้อนถึงความโหดร้ายของสงครามได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง และอาจจะเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่เศร้าและหนักหน่วงที่สุดของสตูดิโอจิบลิด้วย ตัวหนังกวาดรางวัลมาจากสถาบันต่างๆ มากมาย และยังเคยถูกสร้างเป็นละครทีวี (2005) และภาพยนตร์คนแสดง (2008) มาแล้ว แต่สำหรับผม เวอร์ชั่นอนิเมนี่แหละ ถือเป็นที่สุดแล้วจริงๆ ครับ